ร้านจีระพร พระเครื่อง

������.������������ ������������������������������������������������ Lp.Nuam Wat Phosi Charoen




หลวงปู่น่วม หรือ พระครูวิบูลโพธิธรรม เทพเจ้าแห่งปลากัดสารพัดนึก นะ มหาสำเร็จ 

ชาติภูมิ หลวงปู่น่วม ชาตะ ปีพ.ศ.๒๔๖๔ ปีจอ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 หลวงปู่น่วม ท่านเกิด ณ บ้านดงตาป้อม (ปัจจุบันเรียกว่า ดงกะป้อม ต.บ้านไร่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี) โดยมีบิดาชื่อ นายแหยม มารดาชื่อ นางแก้ว นามสกุล ผิวแดง ท่านมีพี่น้องร่วมสายโลหิตจำนวน ๘ คน โดยท่านเป็นบุตรคนที่ ๕ 

ชีวิตช่วงวัยเยาว์ หลวงปู่น่วม เกิดในตระกูลชาวนายากจน ในปีพ.ศ.๒๔๗๙ ท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาเล่าเรียนกับ หลวงพ่อก่ำ หรือ พระครูวิธุรสุตาคม พระเกจิอาจารย์ผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูสาร ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งได้สอนการเขียนอักขระเลขไทย และอักขระเลขขอม ท่านจึงมีความสนใจในวิชาอาคม มนต์คาถาต่างๆ อีกทั้งยังได้รับการฝึกหัดทางวิปัสสนากรรมฐาน จนได้รับการกล่าวขานว่า “เป็นผู้มีสมาธิจิตแรงกล้าอย่างน่าทึ่ง” 

ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ หลวงปู่ท่านมีอายุได้ ๒๐ ปี ก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พันธสีมา วัดบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมีพระเดชพระคุณท่าน เจ้าคุณพระเมธีธรรมสาร หรือ ท่านเจ้าคุณไสว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทวี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระใบฎีกาสวง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยหลวงปู่ได้มาจำพรรษาที่ วัดโพธิ์ศรีเจริญ ซึ่งขณะนั้น หลวงพ่อโต ปุญญาสิริ เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่น่วมจึงได้ร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมต่าง ๆ หลวงพ่อโต ท่านเป็นศิษย์ในสายของ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อแขก วัดหัวเขา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ อีกทั้งหลวงพ่อโต ท่านมีวิชาในการรักษาผุ้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ โดยใช้สมุนไพร และชำนาญในการสอนวิปัสสนากรรมฐาน โดยได้ถ่ายทอดวิชาทุกแขนงให้แก่หลวงปู่น่วม เมื่อเข้าพรรษาที่ ๒ หลวงปู่น่วมก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระคู่สวด ตามปกติแล้วการจะแต่งตั้งพระสงฆ์ที่เป็นพระคู่สวดนั้น จะต้องพิจารณาสงฆ์ที่มีพรรษาตั้งแต่ ๕ พรรษาขึ้นไป นั่นชี้ให้เห็นว่า หลวงปู่ท่านเป็นพระที่ชำนาญในตัวหนังสือพระคาถาและมีสติปัญญาดี ท่องและจดจำหนังสือสวดภาบาลีได้ดีเป้นเลิศ นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้เดินทางไปร่ำเรียนวิชาคาถาอาคมชั้นสูงมาจาก ครูก้าน ครูฆราวาสผู้เรืองวิชา ภายหลังจากได้บวชเรียนตามประเพณีนิยมแล้ว หลวงปู่ท่านได้ลาสิกขาบทมาใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ยึดอาชีพเป็นชาวนา แต่ด้วยความเบื่อหน่ายจากการถูกนายทุนค้าข้าวโกงเงิน ประกอบกับท่านสุขภาพไม่ดี จึงตัดสินใจบวชอีกครั้ง 

ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ขณะมีอายุ ๕๖ ปี ได้เข้าอุปสมบทอีกครั้ง ณ พันธสีมา วัดบ้านกร่าง โดยมี พระครูอาภัสศีลคุณ (ทวี) เป็นพระอุปัชฌาย์ (โดยพระครูทวีองค์นี้ เคยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในครั้งแรกที่บวช) พระปลัดเสวย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการเสงี่ยม วัดโพธิ์ศรีเจริญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “นาถสีโล” แปลว่า ผู้มีศีลเป็นที่พึ่ง และได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรีเจริญอีกครั้ง ในครั้งนี้หลวงปู่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ดำรงตนมั่นคงในพระธรรมคำสอน จนเป็นเหตุให้ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรีเจริญ และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมที่ พระปลัดน่วม นาถสีโล ต่อมาพระปลัดน่วมก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูวิบูลโพธิธรรม เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ปีพ.ศ.๒๕๔๒ ขณะมีอายุได้ ๗๘ ปี (๒๒ พรรษา) ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๔๔ หลวงปู่มีอายุได้ ๘๐ ปี (๒๔ พรรษา) มักอาพาธบ่อยครั้ง ท่านจึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส แต่ทางคณะสงฆ์ก็ได้เห็นสมควรมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์แห่งวัดโพธิศรีเจริญ ท่านมิได้ละเว้นการพัฒนาวัด มีแต่พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง จะเห็นได้ว่าถาวรวัตถุที่ปรากฏในวัดล้วนมาจากแรงศรัทธาของประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีต่อหลวงปู่น่วม นับได้ว่า หลวงปู่น่วม ท่านเป็นพระแท้ พระจริง พระนักพัฒนา อีกทั้งยังมีการมอบเงินซื้อครุภัณฑ์อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลศรีประจันต์ และโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช อีกด้วย

เหตุการณ์มหัศจรรย์ มรณภาพแล้วฟื้น ๒ ครั้ง 

มรณภาพครั้งแรก เมื่อท่านอายุได้ ๗๙ ปี (๒๒ พรรษา) ท่านได้ป่วยเป็นโรคประจำตัว ทั้งโรคเบาหวาน โรคเกาต์ และโรคหัวใจ ท่านได้ถูกนำตัวไปรักษาอย่างฉุกเฉินที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก จ.นนทบุรี แต่ด้วยอาการของโรคดังกล่าวทำให้ท่านมรณภาพ ลงเมื่อเวลา ๑๖.๐๐ น.ในระหว่างนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์มีความเห็นตรงกันไม่ให้ฉีดสารฟอร์มาลีน ครั้นเมื่อมรณภาพไปกว่า ๒๔ ชั่วโมง ปรากฏว่าหลวงปู่น่วมมีความรู้สึกตัวฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา และได้เล่าประสบการณ์ชีวิตหลังจากมรณภาพไปแล้วให้บรรดาศิษยานุศิษย์ฟังว่า ท่านได้พบผู้คนแต่งตัวสวยงาม ผู้คนเหล่านั้นมื่อเห็นหลวงปู่ต่างออกมาต้อนรับและได้นิมนต์ท่าน ถวายภัตตาหารเหมือนที่มนุษย์ปฏิบัติ และหลังฉันอาหารเสร็จหลวงปู่ได้บอกกล่าวขอชมบ้านเมืองเขา พวกเขาก้ได้นิมนต์หลวงปู่นั่งบนแคร่แล้วให้ ๔ คนหาม โดยสิ่งที่หลวงปู่ได้เห็นนั้นมีแต่ภาพการถูกทรมานของคนที่กระทำผิดเมื่อครั้งที่อยู่ยังโลกมนุษย์ แต่ก็ได้เห็นภาพปราสาท วัดวาอารามที่สวยงาม คำนำทางยังได้กล่าวนิมนต์ให้หลวงปู่อยู่ที่นั่น แต่หลวงปู่กล่าวว่าท่านยังห่วงวัดอยู่ เพียงแค่นั้นท่านก็รู้สึกฟื้นตื่นตัวขึ้นมา 

มรณภาพครั้งที่ 2 เมื่อท่านอายุได้ ๘๔ ปี (๒๘ พรรษา) เนื่องด้วยอาการกำเริบของโรคหัวใจ ท่านมรณภาพ เมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น. และตื่นฟื้นขึ้นมาเมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น ของอีกวัน รวมเวลามรณภาพเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมงเท่ากับครั้งแรกพอดี และได้ไปพบเจอเหตุการณ์เหมือนครั้งแรกอีกเช่นกัน โดยหลวงปู่ก็ได้กล่าวปฏิเสธไปว่ายังห่วงวัดโพธิ์ศรีเจริญอยู่ 

เหตุที่ทำให้หลวงปู่ยังห่วงวัดอยู่นั้น เนื่องจากวัดโพธิ์ศรีเจริญในช่วงขณะนั้นยังไม่มีถาวรวัตถุ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกใด ๆ แก่ภิกษุสงฆ์และชาวบ้านที่ต้องการมาทำบุญ โดยในทุก ๆ ปีเมื่อตรงกับวันเวลาที่หลวงปู่ได้มรณภาพไปในสองครั้งก่อนหน้า ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจะมาร่วมประกอบพิธี เพื่อไม่ให้มีดวงวิญญาณใด ๆ มาอัญเชิญสู่ขอให้หลวงปู่ไปอยู่ ณ ภพภูมิเหล่านั้น โดยนำสายสิญจน์มาล้อมวิหารแก้วที่หลวงปู่จำวัดอยู่เป็นประจำ 

มรณภาพครั้งที่ 3 (ครั้งสุดท้าย) หลวงปู่น่วม มรณภาพลงด้วยอาการอาพาธไตวายช่วงกลางดึก คืนวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๐ สิริอายุ ๙๗ ปี ๖๔ พรรษา

หลวงปู่น่วม ท่านนี้ หลวงตาจวน วัดไก่เตี้ย ยอดพระเกจิเมืองสุพรรณอีกท่านหนึ่ง เคยกล่าวปรารภกับลูกศิษย์ไว้ว่า “สิ้นกูแล้ว หลวงตาน่วม วัดโพธิ์ศรีเจริญนั่นแหละ แทนได้” 


แสดง 1-12 จาก 195 รายการ